dayday

"ความล้มเหลวเป็นสิ่งเดียวที่ผมทำสำเร็จ"

หลายครั้งที่ผมเคยทำพลาด และหลายครั้งที่เคยทำพลาดก็ยังคงพลาดอยู่ มันก็อาจจะเป็นไปอย่างนี้อีกนานหรือมันอาจจะลดลงบ้าง(ผมก็หวังว่างั้น)

คุณและผมต่างก็ต้องการความสำเร็จ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ชีวิต การเงิน คู่ครอง และหลายๆอย่าง แต่จะมีซักกี่คนละ ที่จะทำสำเร็จทุกๆสิ่งที่เขาต้องการ?


edit @ 25 Mar 2008 22:07:02 by WAHZ !!!~

การบ้าน การเมือง



เคยได้ยินกันแล้วใช่ไหมคำว่า "การบ้านการเมือง"
กูก็เคยได้ยิน!!

เค้าบอกว่า พวกเราต้องสนใจการเมือง
การเมืองใกล้ตัวกับพวกเรา
กูก็คิดว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราและกูวะ
ใกล้ที่ว่านี่ ใกล้ยังไงหือออ?


แต่พอวันนี้ได้ยินคำนี้ พร้อมกับความคิดเกี่ยวกับการเมือง
เลยปิ๋งงงงงงงง!!! ขึ้นมาเลย
การบ้านนนนนนนน การเมืองงงงงงงงงงง
คนที่เคยเรียนมาทุกคน คงรู้จักการบ้านใช่มะ
การบ้านเนี่ย เกิดมาพร้อมการศึกษา
การศึกษาเกิดมาตั้งแต่นู่นนนน นานมาและ

การบ้านการเมือง คำคำนี้ลึกซึ้งยิ่งนัก
คนคิดขึ้นมาคงมีความคิดที่อยากจะให้ทุกคน
หันมาสนใจการเมือง โดยเฉพาะเด็กๆ และวัยรุ่น
ที่กำลังศึกษาอยู่ โดยใช้คำว่าการบ้านเข้ามา
ให้มันได้ยินกันบ่อยๆ จนคล้ายละม้าย เป็นเรื่องเดียวกัน
โดยตั้งใจ หรือไม่ได้ตั้งใจก็ไม่รู้้

แต่เดี๋ยวก่อนครับ เดี๋ยวก่อน
เมื่อก่อนนั้นอาจใช่ แต่เดี๋ยวนี้ หา่กใครยังอยู่ในระบบการศึกษา

ก็คงจะได้พบว่า การบ้านนี้ อาจเปลี่ยนไปแล้วววว
เดี๋ยวนี้เด็ก อินเตอร์เยอะขึ้น + ความกระแดะของคนสมัยนี้
จะเรียกการบ้านว่า homework หรือ  assignment  หรืออะไรก็ตาม

ส่วนอีกด้านหนึ่ง คำว่าการบ้านก็หมายความว่า "การลอกกัน"
การบ้านไม่ต้องทำที่บ้านอีกต่อไป!!!
มีคนส่วนหนึ่ง ทำมา แล้วคนส่วนใหญ่นั่งลอก
ผิดบ้างถูกบ้าง ก็ตามมมมกันไป
บางทีจากถูกก็ทำให้ผิด จากผิดก็ทำให้ถูก

แล้วคราวนี้คำว่า "การบ้านการเมือง" นั้น ณ ปัจจุบัน
จะมีความหายเป็นเช่นใด????

 

ร้อน+ฝน


หลังจากอากาศร้อนอบอ้าวอันแสนน่าเบื่อได้ผ่านไปซักระยะเล็กๆ ก็ได้มีน้ำจากท้องฟ้าเทลงมา ให้เรียกอีกอย่างก็คือฝนนั่นเอง ทำให้อากาศร้อนนั้นทุเลาได้ทันตาเห็น ผมได้แต่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามประสาคนไม่มีอะไรทำและก็เบื่อๆ กับอากาศที่ร้อนของกรุงเทพ
...
ผมเหลือบไปเห็นท้องฟ้าสีครามที่เหมือนกับเวลายามเช้ามืด "หรือฝนจะตกวะ นี่!" ผมบ่นอยู่ในใจ
คลื้นนนน คลื้นนนน ..
เสียงมือถือสั่น ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่สั่นอยู่นั้นขึ้นมารับ
"สวัสดีครับ" ผมพูดไปยังปลายทาง
"ฮัลโหล เชาเหรอ?" เสียงสาวใหญ่พูดมา
"อื้อ ว่าไง" ผมพูดทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่คุยด้วยนั้นคือใคร
"ไปวังหลังกัน"
"ไปวันนี้เหรอ?"
"อื้อ"
"ไปกี่โมงอ่ะ?"
"ประมาณเที่ยง ถึงที่นั่นอ่ะ"
"แล้วมีใครไปบ้าง?"
"แฟนเราไปด้วย.." น้ำเสียงแนวมีลับลมคมนัย
"อื้อ แล้วเจอกัน" ผมรู้โดยทันที่ว่าคนที่ไปด้วยนั้นเป็นใคร

ผมเดินออกไปรายงานถึงการเดินทางที่ผมจะไปวันนี้ แม่ผมมักไม่ปฏิเสธที่ผมจะไปไหนแต่มักมีข้อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ ข้อแลกเปลี่ยนของแม่ผมคือ งาน! ผมต้องทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ

ผมเดินทางออกเวลา 11.02 นาที เดินไปขึ้นรถเมล์ตรงปากซอย อ้าว! มาพอดี ผมวิ่งไปอย่างใจเย็นเหมือนกับรถเมล์ต้องจอดอยู่อีกนาน หลังจากขึ้นรถเมล์แล้วนั่งไปได้พักหนึ่ง มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงข้างขวา ผมเอามือขวาล้วงกระเป๋าเพื่อจะเอามือถือออกมา
"สวัสดีครับ" เสียงผมรับโทรศัพท์
"นี่ อาร์ตนะ" ปลายเสียงคือ อาร์ต
"อื้อ รู้แล้วหละ"
"เออ กาดมันไปช้าหน่อยนะ มันต้องไปส่งน้อง"
"อ้าว เหรอ แล้วอาร์ตละ"
"ยังอยู่บ้านอยู่เลย"
"เหรอ แล้วจะออกมาเมื่อไรหละ"
"เดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็คงออก"
"อื้อ งั้นเดี๋ยวไปถึงแล้วจะโทรบอก"
"โอเคๆ เดี๋ยวจะรีบไป"
ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด

จบการสนทนาเพียงเท่านั้น ผมนั่งรถเมล์ให้ไปถึงปลายทางโดยการหลับ....

ผมโทรไปหาอาร์ตหลังจากถึงท่าพระจันทร์แล้ว
ขณะนั้นเวลา 12.05 นาที อาร์ตบอกว่า "จะออกจากบ้านแล้ว คงอีกไม่นาน จะถึง"
ทางที่ผมผ่านมามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรามายาวนานแล้ว
ผมคงไม่ต้องพูดหรอกนะว่าสิ่งนั้นคือ "วัดพระแ้ก้ว"
ผมอยากจะเดินเข้าไปไหว้ ทำความเคารพข้างใน แต่ผมก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะทางวัดไม่ให้ผู้ที่แต่งกายไม่เรียบร้อยเข้า ผมทำได้แค่เพียงยืนไหว้อยู่แต่ข้างนอก
ก็คงไม่ต้องบอกอีกนะว่าผมแต่งตัวไม่เรียบร้อย
และก็คงไม่ต้องบอกอีกนะว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ี่คือ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ

ผมเดินผ่านวัดพระแก้วไป ไปไหว้ศาลหลักเมืองคู่บ้านเราแทน
นึกไม่ถึงว่าวันนี้ไม่มีแดด แต่อากาศที่อบอ้าวนั้นทำให้การเดินไปศาลหลักเมืองของผมเต็มไปด้วยละอองเหงื่อที่ออกมาตามรูขุมขนตรงหลัง จากโคนผมลงมาสู่ใบหน้าลงไปยังปลายคาง ผมปาดเหงื่อพร้อมสบถออกไปว่า "ร้อนเหี้ยๆ" "ร้อนอะไรอย่างนี้วะ!"

(นี่ยังแค่จุดเริ่มต้นนะครับผู้อ่าน ยังไปไม่ถึงแก่นของเรื่องเลย กร๊ากๆ)

ตัดบทไปตอนที่ผมเจออัตจัง(อาร์ต)เลยนะครับ

หลังจากที่ผมเดินไปหาแอร์เย็นที่ท่าช้าง ไม่มีครับ ไม่มีเลยซักที่ ไม่เข้าใจว่าร้านอาหารแถวนี้ไม่ชอบติดแอร์หรือเพราะเค้าไม่ร้อน ผมไม่รู้ รู้แต่ว่า "ผมร้อน" (อยาหหาร้านหนังสืออยู่ จะได้ไม่ต้องเสียเงิน)
ขณะที่เดินคิดหาทางที่จะหลบไปสู่ที่เย็นนั้น ผมคิดขึ้นได้ว่าที่ท่าพระจันทร์มีร้านหนังสืออยู่ร้านหนึ่ง ติดแอร์ มีหนังสืออ่าน ที่สำคัญ ไม่เสียเงิน ระหว่างทางที่ผมเดินไปท่าพระจันทร์นั้นอัตจังโทรมาบอกว่า อยู่ที่ท่าพระจันทร์แล้ว (อะไรมันจะพอเหมาะพอเจาะขนาดนั้น) อัตจังบอกให้ผมรออยู่ที่ซเวนเซ่น ผมคิดว่ามันคงเป็นจุดที่หาง่ายที่สุดแล้วหลังจากที่ตกลงกันอยู่นานว่า ผมและอัตจังอยู่ที่ไหน...

ตากแอร์เย็นๆ ซักพักผักกาดก็มาแล้วเราก็ไปเดินวังหลังกัน 3 คน ผักกาด(สาวใหญ่) นั่งฝั่งซ้ายเรือเลยเอียงมากทางซ้าย
พวกเรา 3 คนเลยนั่งเรือข้ามฝากไปแบบเอียงเหมือนเครื่องบินบินโฉบข้าศึกอย่างไงอย่างนั้น
เรือถึงฝั่งทุกคนเดินก้าวแต่ละก้าวขึ้นโป๊ะที่อยู่ข้างหน้า ผมก็เดินก้าวข้ามขึ้นมา


(เอาไว้ต่อตอนหน้าดีกว่า นานจัง)

ปล.มาแบบยาวๆ ย๊าวววว ยาวววว

***********************
ARCH
***********************