2006/Apr/03

ร้อน+ฝน


หลังจากอากาศร้อนอบอ้าวอันแสนน่าเบื่อได้ผ่านไปซักระยะเล็กๆ ก็ได้มีน้ำจากท้องฟ้าเทลงมา ให้เรียกอีกอย่างก็คือฝนนั่นเอง ทำให้อากาศร้อนนั้นทุเลาได้ทันตาเห็น ผมได้แต่นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ตามประสาคนไม่มีอะไรทำและก็เบื่อๆ กับอากาศที่ร้อนของกรุงเทพ
...
ผมเหลือบไปเห็นท้องฟ้าสีครามที่เหมือนกับเวลายามเช้ามืด "หรือฝนจะตกวะ นี่!" ผมบ่นอยู่ในใจ
คลื้นนนน คลื้นนนน ..
เสียงมือถือสั่น ผมเอื้อมมือไปหยิบมือถือที่สั่นอยู่นั้นขึ้นมารับ
"สวัสดีครับ" ผมพูดไปยังปลายทาง
"ฮัลโหล เชาเหรอ?" เสียงสาวใหญ่พูดมา
"อื้อ ว่าไง" ผมพูดทันทีเมื่อรู้ว่าคนที่คุยด้วยนั้นคือใคร
"ไปวังหลังกัน"
"ไปวันนี้เหรอ?"
"อื้อ"
"ไปกี่โมงอ่ะ?"
"ประมาณเที่ยง ถึงที่นั่นอ่ะ"
"แล้วมีใครไปบ้าง?"
"แฟนเราไปด้วย.." น้ำเสียงแนวมีลับลมคมนัย
"อื้อ แล้วเจอกัน" ผมรู้โดยทันที่ว่าคนที่ไปด้วยนั้นเป็นใคร

ผมเดินออกไปรายงานถึงการเดินทางที่ผมจะไปวันนี้ แม่ผมมักไม่ปฏิเสธที่ผมจะไปไหนแต่มักมีข้อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ ข้อแลกเปลี่ยนของแม่ผมคือ งาน! ผมต้องทำงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับอิสรภาพ

ผมเดินทางออกเวลา 11.02 นาที เดินไปขึ้นรถเมล์ตรงปากซอย อ้าว! มาพอดี ผมวิ่งไปอย่างใจเย็นเหมือนกับรถเมล์ต้องจอดอยู่อีกนาน หลังจากขึ้นรถเมล์แล้วนั่งไปได้พักหนึ่ง มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากกระเป๋ากางเกงข้างขวา ผมเอามือขวาล้วงกระเป๋าเพื่อจะเอามือถือออกมา
"สวัสดีครับ" เสียงผมรับโทรศัพท์
"นี่ อาร์ตนะ" ปลายเสียงคือ อาร์ต
"อื้อ รู้แล้วหละ"
"เออ กาดมันไปช้าหน่อยนะ มันต้องไปส่งน้อง"
"อ้าว เหรอ แล้วอาร์ตละ"
"ยังอยู่บ้านอยู่เลย"
"เหรอ แล้วจะออกมาเมื่อไรหละ"
"เดี๋ยวกินข้าวเสร็จก็คงออก"
"อื้อ งั้นเดี๋ยวไปถึงแล้วจะโทรบอก"
"โอเคๆ เดี๋ยวจะรีบไป"
ตุ๊ด ตุ๊ด ตุ๊ด

จบการสนทนาเพียงเท่านั้น ผมนั่งรถเมล์ให้ไปถึงปลายทางโดยการหลับ....

ผมโทรไปหาอาร์ตหลังจากถึงท่าพระจันทร์แล้ว
ขณะนั้นเวลา 12.05 นาที อาร์ตบอกว่า "จะออกจากบ้านแล้ว คงอีกไม่นาน จะถึง"
ทางที่ผมผ่านมามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองเรามายาวนานแล้ว
ผมคงไม่ต้องพูดหรอกนะว่าสิ่งนั้นคือ "วัดพระแ้ก้ว"
ผมอยากจะเดินเข้าไปไหว้ ทำความเคารพข้างใน แต่ผมก็ทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะทางวัดไม่ให้ผู้ที่แต่งกายไม่เรียบร้อยเข้า ผมทำได้แค่เพียงยืนไหว้อยู่แต่ข้างนอก
ก็คงไม่ต้องบอกอีกนะว่าผมแต่งตัวไม่เรียบร้อย
และก็คงไม่ต้องบอกอีกนะว่าแต่งตัวไม่เรียบร้อย ี่คือ กางเกงขาสั้น รองเท้าแตะ

ผมเดินผ่านวัดพระแก้วไป ไปไหว้ศาลหลักเมืองคู่บ้านเราแทน
นึกไม่ถึงว่าวันนี้ไม่มีแดด แต่อากาศที่อบอ้าวนั้นทำให้การเดินไปศาลหลักเมืองของผมเต็มไปด้วยละอองเหงื่อที่ออกมาตามรูขุมขนตรงหลัง จากโคนผมลงมาสู่ใบหน้าลงไปยังปลายคาง ผมปาดเหงื่อพร้อมสบถออกไปว่า "ร้อนเหี้ยๆ" "ร้อนอะไรอย่างนี้วะ!"

(นี่ยังแค่จุดเริ่มต้นนะครับผู้อ่าน ยังไปไม่ถึงแก่นของเรื่องเลย กร๊ากๆ)

ตัดบทไปตอนที่ผมเจออัตจัง(อาร์ต)เลยนะครับ

หลังจากที่ผมเดินไปหาแอร์เย็นที่ท่าช้าง ไม่มีครับ ไม่มีเลยซักที่ ไม่เข้าใจว่าร้านอาหารแถวนี้ไม่ชอบติดแอร์หรือเพราะเค้าไม่ร้อน ผมไม่รู้ รู้แต่ว่า "ผมร้อน" (อยาหหาร้านหนังสืออยู่ จะได้ไม่ต้องเสียเงิน)
ขณะที่เดินคิดหาทางที่จะหลบไปสู่ที่เย็นนั้น ผมคิดขึ้นได้ว่าที่ท่าพระจันทร์มีร้านหนังสืออยู่ร้านหนึ่ง ติดแอร์ มีหนังสืออ่าน ที่สำคัญ ไม่เสียเงิน ระหว่างทางที่ผมเดินไปท่าพระจันทร์นั้นอัตจังโทรมาบอกว่า อยู่ที่ท่าพระจันทร์แล้ว (อะไรมันจะพอเหมาะพอเจาะขนาดนั้น) อัตจังบอกให้ผมรออยู่ที่ซเวนเซ่น ผมคิดว่ามันคงเป็นจุดที่หาง่ายที่สุดแล้วหลังจากที่ตกลงกันอยู่นานว่า ผมและอัตจังอยู่ที่ไหน...

ตากแอร์เย็นๆ ซักพักผักกาดก็มาแล้วเราก็ไปเดินวังหลังกัน 3 คน ผักกาด(สาวใหญ่) นั่งฝั่งซ้ายเรือเลยเอียงมากทางซ้าย
พวกเรา 3 คนเลยนั่งเรือข้ามฝากไปแบบเอียงเหมือนเครื่องบินบินโฉบข้าศึกอย่างไงอย่างนั้น
เรือถึงฝั่งทุกคนเดินก้าวแต่ละก้าวขึ้นโป๊ะที่อยู่ข้างหน้า ผมก็เดินก้าวข้ามขึ้นมา


(เอาไว้ต่อตอนหน้าดีกว่า นานจัง)

ปล.มาแบบยาวๆ ย๊าวววว ยาวววว

***********************
ARCH
***********************

2006/Mar/27

Chengmeng !


วันนี้ไปงานไหว้บรรพบุรุษมา (เชงเม้ง) เมื่อตอนยังเยาว์วัยก็ไปตามป๊าม๊า ไปไหนไปด้วย(โดนลากไป) ก็สำหรับเด็กๆ ไปเชงเม้งก็สนุกตอนจุดประทัด โรยดอกไม ้(บนหลุม) แต่สำหรับผม ไปแล้วได้เงินตูเลยไป เอิ้กๆ

การไหว้บรรพบุรุษคืองานนัดให้ลูกหลานกลับมาเจอกัน (บ้าง) ได้พูดคุยกัน ซึ่งตอนเด็กๆตูไม่เคยรู้เลยวันนี้ไปเพราะต้องไปแทนพี่ตู เพราะพี่ไปไม่ได้... พอไปเนื่องจากไม่เคยไปกับทางญาติฝ่ายป๊า เลยไม่ค่อยสนิทกัน เลยนั่งตุ่ยอยู่หน้ารถ หลับบ้าง ตื่นบ้าง (อาการตุ่ยคืออาการที่ไม่มีคนคุยด้วย ไม่รู้ทำอะไรนั่งเฉยๆ) เด็กๆหลังรถก็นั่งคุยกันเจี๊ยวจ๊าว เด็กก็มีตั้งแต่อายุ7 ขวบ ถึง 70 ขวบเลย

ตุ่ย ตุ่ย ตุ่ย

แล้ว... พอก่อนกลับก็จะไปนั่งโรงเจกัน... ไปโรงเจ
ไปดูหนัง เอ้ย ไม่ใช่
ไปดูละคร เอ้ย ไม่ใช่
ไปกินข้าว เอ้ย ไม่ใช่
โป๊กกกกก !!! ถูกแล้ววว

พอท้องอิ่มก็เริ่มพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์โดยการไปไหว้พระในโรงเจ ตูก็ไปกะป๊าไหว้กัน 2 คน
ระหว่างไหว้ตูเหลือบไปเห็น "เซียมซี" กูชอบการเสี่ยงทาย แล้วกูก็เลยมองหาใบเสี่ยมซี มองไปรอบๆ มันไม่มี.. !! ทำไง อยากรู้ด้วยซิว่าเค้าชอบเราหรือเปล่า..
เอางี้ทายเลขคู่กับคี่ดีกว่า..
ถ้าออกเลขคู่เค้าคนนั้นรักกู
ถ้าออกเลขคี่เค้าคนนั้นไม่รักกู
55+
ออกเลขคู่ทั้ง 2 ครั้งเลย :)

แอบดีใจนะเนี่ย หุหุ


ช่างมันเหอะ เซ็งอยู่เหมือนกันช่วงนี้ไม่ค่อยไปไหนด้วยกันเลย สงสัยจริงว่า "ทำไม"

2006/Mar/23

เกือบ เฉียด เสียด จี๊ดดด


วันนี้ตื่นมาปวดหัว เบลอๆ แต่ไม่เป็นไรพอไหวอยู่ ก็ยังมีชีวิตอยู่ต่อไปเหมือนมนุษย์ทั่วไปเค้ามีกัน จนเวลาสิบโมงถึงเวลาที่ผมตั้งหน้าตั้งตารอคอยมา ซักระยะหนึ่ง ก็คือ "ม๊อบ" หรือ "กลุ่มพันธมิตร" ได้มาชุมนุมที่หน้ากระทรวงการคลัง การที่เป็นเด็กรุ่นใหม่อยากรู้อยากเห็น อยากลอง ก็ต้องเปิดดู ASTV ก่อนเลย ไม่ทำอะไรดูอยู่หน้าคอมตลอด จนจบการปราศัย -*- สรุปคือไม่ได้ผ่านไปตรงม๊อบเลย จนมาถึงตอนเย็นของวันนี้ ไอเด็กข้างบ้าน มันชื่อ ไอพี ชวนมาเล่นบอล ผมก็เลยไปเล่นกับมัน วันนี้ทีผมเล่นอย่างกับ ฟุตบอลพรีเมียร์หลีกในช่วงแรก แต่พอผ่านมาซักระยะหนึ่งอีกทีมนึงกลับผลิกมาเป็นฝ่ายเอาชนะ เฮ้อ.... คนแก่กับเด็ก เรี่ยวแรงมันต่างกัน มันอยู่ได้นานกว่า 55+
-

กำลังจะเลิกเล่นแล้วก็เลยเดาะบอลเล่นกัน อย่างไม่มีแรง จนมีเสียงตะโกนออกมาว่า "ยิงลูกโทษดีกว่า" ให้นึกภาพตามนะครับ สนามที่เล่นไม่ใช่สนาม nike ไม่ใช่สนามโอลแทรดฟอร์ด แค่เป็นสนามถนนทางผ่านรถในซอย ซึ่งรถถ้าสวนกันก็ 2 คันพอดี ประตูนั้นก็ไม่มี มีแต่ก้อนหินก้อนน้อยๆ สองก้อนมาเป็นประตู (หรูโครตๆ) ช่วงแรกก็ยิงเบาๆ แล้วก็มีเสียงตะโกนมาอีกว่า "ยิงแรงๆเลย" กูเลยใส่เต็มข้อ และ และ .... และแล้ว โกล์มันปัดไปเข้าบ้านข้างๆ (บ้านก่อสร้างไม่เสร็จ) มันเหลือแต่สังกะสีแผ่นใหญ่ๆ ติดเป็นแนวยาวววววว กะไม่ให้ใครปีนข้ามเข้าไปได้ แล้วบอลก็กระดอนเข้าไป "เอ้า ซวยแล้วกู" กูคิดในใจ ไอโกล์ก็เป็นเด็กตัวเล็กๆ (กูตัวก็ไม่ได้ใหญ่ แต่อายุเยอะกว่า) ก็ต้องโชว์ความเป็นแมน เป็นผู้ใหญ่ "กูเก็บเอง" กูก็หาวิธีปีนซักพักนึงจนได้ข้อสรุปในหัวสมองก็คือ ปีนข้ามตรงทางเชื่อมบ้านข้างๆบ้านร้าง ปีนขึ้นไปก็จะเห็นไม้ไผ่ ต่อกันเพื่อยึดสังกะสี ไม่ให้สังกะสีล้มลงมา เป็นไม้ไผ่กับไม้ผุเก่าๆ พอกูก้าวขาซ้ายข้ามเข้าไปเหยีบตรงไม้ผุๆนั้น กูรู้สึกเลยว่า... ต้องหักแน่ๆ จนเหยีบเข้าไปแล้วผ่านลงไปก็กระโดด มันหักพอดี ตอนกระโดด กูก็"เฮ้อ.... โล่ง" ก็ไปหยิบลูกบอลออกมา แต่พอขาออกนั้น "จะทำไงละเนี่ย" ไอข้างนอกก็ขำกัน แล้วบอกให้กระโดดออกมาเลย "ไอห่า.. ถ้าทำได้กูไม่มายืนกลัวอย่างนี้หรอก" กูคิดในใจแต่แสดงออกทางใบหู
-
-
กูตัดสินใจและ ข้ามออกทางที่ไม้มันหีกแหละ แต่เพียงแค่จับไม้ไผ่แน่นๆก็พอ (ไม่ไผ่แข็งแรงพอที่จะปีนได้) แต่พอกูเอามือขวาไปจับที่เสาของบ้านข้างๆที่มี อ็อดอยู่หน้าบ้าน "เฮ้ย ! ไฟดูด" จนถึงตอนนี้มือขวาก็ยังคงสั่นอยู่... หลังจากนั้นก็ก็ปีนออกมาได้จนสำเร็จ
-
-
เกือบตายไปแล้วซิกู ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้า อาเมนนนนนนนน
-
-
-